
6 ขุดเพชรในพระไตรปิฏก
by ปัญญา ภาวนา ฟังธรรมะ ปัญญาภาวนา Panya Bhavana
Insights from recent episode analysis
Audience Interest
Podcast Focus
Publishing Consistency
Platform Reach
Insights are generated by CastFox AI using publicly available data, episode content, and proprietary models.
Est. Listeners
Based on iTunes & Spotify (publisher stats).
- Per-Episode Audience
Est. listeners per new episode within ~30 days
25,001 - 50,000 - Monthly Reach
Unique listeners across all episodes (30 days)
75,001 - 150,000 - Active Followers
Loyal subscribers who consistently listen
15,001 - 40,000
Market Insights
Platform Distribution
Reach across major podcast platforms, updated hourly
Total Followers
—
Total Plays
—
Total Reviews
—
* Data sourced directly from platform APIs and aggregated hourly across all major podcast directories.
On the show
Recent episodes
พ้นบ่วงแห่งสัญญา [6918-6t]
May 1, 2026
Unknown duration
พลังแห่งการละกิเลส [6917-6t]
Apr 24, 2026
Unknown duration
ฉลาดในฌาน [6916-6t]
Apr 17, 2026
Unknown duration
กรรมทางใจ ดีชั่วอยู่ที่ใจ [6915-6t]
Apr 10, 2026
Unknown duration
นิพพานเป็นสุข [6914-6t]
Apr 3, 2026
Unknown duration
Social Links & Contact
Official channels & resources
Official Website
Login
RSS Feed
Login
| Date | Episode | Description | Length | ||||||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 5/1/26 | พ้นบ่วงแห่งสัญญา [6918-6t] | หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรคข้อที่ 37 อานันทสูตร ว่าด้วยพระอานนท์ กล่าวถึง “การบรรลุช่องว่างในที่คับแคบ” การค้นพบหนทางแห่งความสว่าง (ความสงบ/นิพพาน) ในขณะที่อายตนะ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ยังทำงานอยู่ตามธรรมชาติ แต่จิตเลือกที่จะไม่เข้าไปเสวยอารมณ์ เป็นสภาวะที่เรียกว่า "มีสัญญาแต่ไม่รับรู้อายตนะ" ได้ด้วย “สมาธิ” อรูปฌานขั้น 1-3 และ สมาธิขั้นที่ละเอียด (อรหัตตผล) ซึ่งจะมีลักษณะ “ไม่ถูกกิเลสน้อมไป - ไม่มีการข่มห้ามด้วยธรรมปรุงแต่ง - ตั้งมั่นและไม่สะดุ้ง” ข้อที่ 38 โลกายติกสูตร ว่าด้วยพราหมณ์ผู้ชำนาญคัมภีร์โลกายัต พราหมณ์ผู้ชำนาญในตำราทางโลก (วาทศิลป์) ทูลถามพระพุทธองค์เกี่ยวกับเรื่องโลกและการพ้นไปจากโลก พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า "ที่สุดแห่งโลก" (โลก คือ กามคุณ ๕) ไม่สามารถถึงได้ด้วยการเดินทาง แต่ถึงได้ด้วยการฝึกจิตสู่ความดับตามลำดับ "อนุปุพพวิหาร 9"เพื่อทำลายความยึดมั่น จนก้าวข้ามโลกียะสู่โลกุตตระ ข้อที่ 39 เทวาสุรสังคามสูตร ว่าด้วยสงครามระหว่างเทวดากับอสูร พระพุทธองค์ทรงหยิบยกเรื่องราวสงครามระหว่างเทวดาและอสูรมาเป็นบุคลาธิษฐาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าชัยชนะที่แท้จริงไม่ใช่การรบพุ่งภายนอก แต่คือการ "ก้าวข้ามเครื่องผูกพัน" บ่วงแห่งมาร (นิวรณ์และตัณหา) ผ่านลำดับการฝึกจิต 9 ขั้น (อนุปุพพวิหาร 9) เพื่อเข้าสู่สภาวะที่กิเลสไม่สามารถกล้ำกรายได้ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 4/24/26 | พลังแห่งการละกิเลส [6917-6t] | หมวดธรรม 4 ประการใน ราคเปยยาล ว่าด้วยการทำความเข้าใจและการละ "ราคะ" (ความกำหนัดยินดี)ข้อที่ 274-783 ในหมวด "เปยยาล" (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) การนำ “ธรรม 4 ประการ” ใน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ และ อิทธิบาท ๔ มาย้ำทำในการจัดการกับกิเลส (อุปกิเลส 16 อย่าง) และสร้างความเจริญในธรรมธรรม 4 ประการที่ต้องทำให้แจ้ง1. สติปัฏฐาน ๔: การตั้งสติพิจารณาใน กาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เท่าทันความจริงของสภาวะธรรม2. สัมมัปปธาน ๔: การเพียรพยายาม 4 ทิศทาง (ระวังไม่ให้บาปเกิด, ละบาปที่เกิดแล้ว, บำเพ็ญบุญที่ยังไม่เกิด, รักษาบุญที่เกิดแล้ว)3. อิทธิบาท ๔: คุณธรรมสู่ความสำเร็จ (ฉันทะ, วิริยะ, จิตตะ, วิมังสา) เพื่อให้การปฏิบัติมีพลังและต่อเนื่องอานิสงส์การ “ย้ำทำ” ในธรรมที่กล่าวมาทั้ง 3 นัยยะนี้ เพื่อให้เกิด "ปัญญาที่รู้แจ้ง" ในสิ่งที่ควรรู้ (อภิญญา) เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของกิเลสตามความเป็นจริง จนจิตไม่เข้าไปยึดถือ (ปริญญา) และเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งปวง พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ราคเปยยาล Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 4/17/26 | ฉลาดในฌาน [6916-6t] | หมวดธรรม 9 ประการใน มหาวรรคข้อที่ 35 คาวีอุปมาสูตร ว่าด้วยการอุปมาด้วยแม่โค เป็นพระสูตรที่สอนเรื่องความละเอียดรอบคอบในการปฏิบัติสมาธิกับการลำดับจิตในอนุปุพพวิหารธรรม 9 โดยเปรียบเทียบภิกษุกับแม่โคที่หาอาหารบนภูเขา แบ่งเป็น 2 ลักษณะ1. แม่โคโง่เขลา (ภิกษุผู้ประมาท): เปรียบเหมือนแม่โคที่ไม่ชำนาญทาง เมื่อจะก้าวไปหาหญ้าในที่ใหม่ กลับยกเท้าหน้าออกไปโดยที่เท้าหลังยังยันพื้นไม่มั่นคง ผลคือตกลงเหว เสียทั้งหญ้าเก่าและไม่ได้หญ้าใหม่ข้อธรรม: ภิกษุที่ยังไม่ "เสพ เจริญ ทำให้มาก" ในปฐมฌาน (ฌานที่ 1) จนจิตตั้งมั่น แต่กลับรีบร้อนอยากจะได้ทุติยฌาน (ฌานที่ 2) จิตจะฟุ้งซ่านและเสื่อมจากปฐมฌาน และไม่สามารถบรรลุฌานที่สูงขึ้นไปได้2. แม่โคฉลาด (ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ): เปรียบเหมือนแม่โคที่รู้จักถิ่นและทางขรุขระ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าจะยันเท้าหลังให้มั่นคงเสียก่อน จึงสามารถหาอาหารและน้ำในที่ใหม่ได้อย่างปลอดภัยข้อธรรม: ภิกษุที่ทำปฐมฌานให้มีความชำนาญ(วสี) จนจิตอ่อนควรแก่การงาน เมื่อฐานเดิมมั่นคงแล้วจึงค่อยน้อมจิตสู่ฌานที่สูงขึ้นตามลำดับ ได้แก่ รูปฌาน 4, อรูปฌาน 4 และสัญญาเวทยิตนิโรธอานิสงส์: หากภิกษุปฏิบัติได้อย่างแม่โคฉลาด จะสามารถน้อมจิตไปสู่ อภิญญา 6 (ความรู้ยิ่ง) ได้อย่างสำเร็จ ตั้งแต่การแสดงฤทธิ์ หูทิพย์ ตาทิพย์ รู้วาระจิต ระลึกชาติ จนถึงการบรรลุ อาสวักขยญาณ (ความสิ้นไปแห่งกิเลส) อันเป็นเป้าหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา*ในการปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมทั้ง 9 ลำดับนี้ พระองค์เน้นย้ำหลักการสำคัญคือ "ความฉลาดในฐานะ" และ "ความชำนาญในธรรมที่บรรลุแล้ว" ข้อที่ 36 ฌานสูตร ว่าด้วยฌาน คือ การใช้ฌานลำดับต่างๆ ในอนุปุพพวิหารธรรม 9 เป็น "เครื่องมือ" ในการวิปัสสนาเพื่อละอาสวะ โดยการพิจารณาเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ที่อยู่ในฌานนั้นว่า “ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา” (ไตรลักษณ์) เมื่อพิจารณาจนเห็นโทษของสังขารแล้ว จึงโน้มจิตไปสู่ "อมตธาตุ" หรือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นสภาวะที่สงบระงับจากสังขารทั้งปวง หากประหารกิเลสได้สิ้นเชิงย่อมเป็น “พระอรหันต์” หากยังมีเชื้อเหลือย่อมเป็น “พระอนาคามี” พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 4/10/26 | กรรมทางใจ ดีชั่วอยู่ที่ใจ [6915-6t] | หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถพระสูตรข้อที่ 271-273 เน้นย้ำรากเหง้าของอกุศลทางใจ 3 ประการคือ ความโลภ ความพยาบาท และความเห็นผิด จะเป็นตัวตัดสินว่าบุคคลนั้นจะไปสู่ "นรก" หรือ "สวรรค์" ขึ้นอยู่กับการแสดงออกต่ออกุศลและกุศลใน 4 ด้าน คือ ทำเอง (ปฏิบัติตน), ชวนเขา (ชักชวนผู้อื่น), พอใจ (ยินดีร่วม), สรรเสริญ (กล่าวยกย่อง)ผู้ที่ตกนรก: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็นอกุศลผู้ที่ไปสวรรค์: คือคนที่ทั้ง "ทำ ชวน ชอบ ชม" ในสิ่งที่เป็นกุศล*การจะเป็นคนดีที่สมบูรณ์ตามแนวทางนี้ ต้องไม่ใช่แค่ "ดีคนเดียว" แต่ต้อง "ไม่ชวนคนอื่นทำผิด-ไม่ยินดีในความชั่ว-และไม่สรรเสริญเรื่องที่ผิด" พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 4/3/26 | นิพพานเป็นสุข [6914-6t] | หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค และ มหาวรรคข้อที่ 31 อนุปุพพนิโรธสูตร ว่าด้วยอนุปุพพนิโรธ "ความดับไปตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะที่ธรรมะเบื้องต่ำดับไปเมื่อจิตละเอียดขึ้นสู่สมาธิขั้นสูงพระสูตรนี้เป็นเสมือน "แผนที่" บอกระยะทางว่าจิตของนักปฏิบัติเดินทางถึงจุดใด โดยดูจากสิ่งที่ "ดับ" ไปในขณะนั้นลำดับสมาธิ และ สภาวะที่ดับไป (>)1. ปฐมฌาน > กามสัญญา (ความสำคัญหมายในกาม/รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)2. ทุติยฌาน > วิตกวิจาร (การนึกคิดและประคองความคิด)3. ตติยฌาน > ปีติ (ความอิ่มใจที่ซาบซ่าน)4. จตุตถฌาน > อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า-ออก)5. อากาสานัญจายตนะ > รูปสัญญา (ความจำหมายในรูปธรรมทั้งหมด)6. วิญญาณัญจายตนะ > อากาสานัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในอากาศที่หาที่สุดมิได้)7. อากิญจัญญายตนะ > วิญญาณัญจายตนสัญญา (ความจำหมายในวิญญาณที่หาที่สุดมิได้)8. เนวสัญญานาสัญญายตนะ > อากิญจัญญายตนสัญญา (ความจำหมายในความไม่มีอะไรน้อยนิด)9. สัญญาเวทยิตนิโรธ > สัญญาและเวทนา (ความจำและการเสวยอารมณ์ ดับสนิท) ข้อที่ 32 อนุปุพพวิหารสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารธรรม "ธรรมเป็นเครื่องอยู่ตามลำดับ" 9 ประการ คือสภาวะแห่งความสงบประณีตที่จิตเข้าไปตั้งอยู่และเสวยความสุขตามลำดับชั้นของสมาธิ (ดูลำดับขั้นสมาธิใน อนุปุพพนิโรธสูตร) พระสูตรนี้เน้นสิ่งที่จิตเข้าไป "อยู่" วิหารธรรม (เครื่องอยู่) หรือคุณภาพของสมาธิที่ประณีตขึ้น จิตจะค่อยๆ ยกระดับจากสมาธิที่มีรูป (รูปฌาน 1-4) ไปสู่สมาธิที่ไม่มีรูป (อรูปฌาน 5-8) และจบลงที่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ (9) ข้อที่ 33 อนุปุพพวิหารสมาปัตติสูตร ว่าด้วยอนุปุพพวิหารสมาบัติ "การเข้าถึงสมาบัติตามลำดับ" 9 ประการ พระสูตรนี้มีเนื้อหาเข้มข้นกว่าสองพระสูตรก่อนหน้า โดยเน้นย้ำถึง "ผลลัพธ์" และ "บุคคลผู้เข้าถึง" สภาวะนั้นๆ เป็นการยืนยันว่า "การถึงฝั่ง" (ความพ้นทุกข์) สามารถทำได้เป็นลำดับขั้นผ่านสมาบัติ 9 โดยแต่ละขั้นคือการดับสิ่งรบกวนจิตให้สนิทลงไปเรื่อยๆ จนถึงความดับสนิทแห่งสัญญาและเวทนา ข้อที่ 34 นิพพานสุขสูตร ว่าด้วยนิพพานเป็นสุข เป็นพระสูตรที่โดดเด่นด้วยการตอบคำถามเรื่อง "ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยความรู้สึก (เวทนา)" โดยท่านพระสารีบุตรได้อธิบายลำดับของความสุขที่ประณีตขึ้นจากการ "ดับความกดดัน" 9 ประการแก่นธรรม: นิพพานเป็นสุขได้อย่างไร? นิยามของความสุข: สุขในทางธรรมไม่ได้หมายถึงการเสวยเวทนาที่ดีเท่านั้น แต่ "ความไม่มีเวทนา (ความดับไปของสัญญาและเวทนา) นั่นแลเป็นสุข" เพราะไม่มีสิ่งใดมาบีบคั้นจิตได้อีกความกดดันคือทุกข์: ในแต่ละขั้นของสมาธิ หากยังมี "สัญญา" ของขั้นที่ต่ำกว่าฟุ้งขึ้นมา ท่านเรียกว่า "ความกดดัน" (ทุกข์) ดังนั้น การข้ามพ้นจากชั้นหนึ่งไปสู่อีกชั้นหนึ่ง จึงเป็นการละทิ้งทุกข์ที่ละเอียดกว่าไปตามลำดับจุดสิ้นสุดของทุกข์: เมื่อบรรลุถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ และอาสวะสิ้นไปด้วยปัญญา จิตจะไม่ถูกความกดดันจากสัญญาใดๆ รบกวนอีกเลยสรุป: นิพพานเป็นสุขเพราะเป็นสภาวะที่ "ปราศจากความกดดัน" จากสัญญาและเวทนาทั้งปวง เป็นความสงบที่อยู่เหนือการเสวยอารมณ์ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 3/27/26 | กรรมบทแยกสวรรค์จากนรก [6913-6t] | หมวดธรรม 4 ประการใน กัมมปถวรรค หมวดว่าด้วยกรรมบถพระสูตรข้อที่ 264-270 เป็นการขยายความเรื่อง "วิถีแห่งกรรม" (กัมมปถ) โดยเน้นไปที่การจำแนกบุคคลตามระดับความพัวพันกับอกุศลกรรม เพื่อให้เห็นว่าความเสื่อมไม่ได้เกิดจากการลงมือทำเพียงอย่างเดียวในแต่ละพระสูตร (ข้อ 264-270) จะวนรอบหัวข้อหลัก 7 ประการ (คือ อกุศลกรรมบถ เช่น ฆ่าสัตว์, ลักทรัพย์, ประพฤติผิดในกาม, พูดเท็จ, พูดส่อเสียด, พูดคำหยาบ, พูดเพ้อเจ้อ) โดยแบ่งคนเป็น 4 ประเภท ตามระดับความลึกซึ้งของเจตนา ดังนี้1. ตนเองทำ: เป็นผู้ลงมือกระทำอกุศลนั้นด้วยตนเอง2. ชักชวนผู้อื่น: เป็นผู้ชี้นำ ปลุกปั่น หรือสั่งให้คนอื่นทำ3. พอใจในการทำ: แม้ไม่ได้ทำเองหรือสั่งใคร แต่เมื่อเห็นคนอื่นทำชั่ว กลับมีจิตยินดี สนับสนุน หรือเห็นชอบ4. สรรเสริญการทำ: กล่าวชมเชย ยกย่องเชิดชูพฤติกรรมหรือผู้ที่กระทำอกุศลนั้นๆ *บทสรุปและข้อคิดพระสูตรหมวดนี้ชี้ให้เห็นว่า "ความผิด" ในทางพุทธศาสนาไม่ได้นับแค่การลงมือทำด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง การขยายผล (ชักชวน) และ ทัศนคติ (ความยินดี) ต่อความชั่วร้ายนั้นด้วยผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะทั้ง 4 ประการ (ทำเอง / ชวน / ยินดี / สรรเสริญ) ในทางลบ ย่อมมีทุคติเป็นที่ไปในทางตรงกันข้าม หากเปลี่ยนเป็นการ "งดเว้นเอง / ชวนให้เว้น / ยินดีที่เขาเว้น" ย่อมเป็นทางไปสู่สุคติ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต กัมมปถวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 3/20/26 | อบรมจิตให้ดีด้วยปัญญา [6912-6t] | หมวดธรรม 9 ประการ ในสัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาสข้อที่ 25 ปัญญาสูตร ว่าด้วยภิกษุผู้อบรมจิตดีด้วยปัญญา คือการใช้ ปัญญา เป็นเครื่องมือในการขัดเกลาจิตจนบริบูรณ์ จนกระทั่งกิเลสและภพชาติสิ้นสุดลง โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ 9 ประการ (3 กลุ่มหลัก) ดังนี้1. การสำรอกกิเลสพื้นฐาน (ละชั่วคราว/ปัจจุบัน) จิตได้รับการฝึกฝนจนหลุดพ้นจากอกุศลมูล คือ จิต “ปราศจากราคะ-โทสะ-โมหะ” ละได้ชั่วคราว2. การเปลี่ยนสภาวะจิตเป็นปกติ (วิมุตติ/ละได้ตลอด) จิตไม่ได้เพียงแค่ละ ได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่กลายเป็นสภาวะที่กิเลสไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมดา คือ จิตมีสภาวะ "ไม่มีราคะ-โทสะ-โมหะ" เป็นปกติวิสัย ไม่ไหลกลับไปหาความเศร้าหมองอีก3. การตัดวงจรการเกิดในภพ (ภพสิ้นไป/ไม่กลับกำเริบ) เมื่อปัญญาอบรมจิตจนบริบูรณ์ จิตจะไม่ยึดติดและไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้ง 3 คือ กามภพ รูปภพ และ อรูปภพ *เมื่อภิกษุอบรมจิตด้วยปัญญาจนบรรลุครบทั้ง 9 ข้อนี้ ย่อมถือว่าเป็นการจบภารกิจในพระพุทธศาสนา และไม่มีกิจอื่นที่ต้องทำเพื่อความพ้นทุกข์อีกต่อไป ข้อที่ 26 สิลายูปสูตร ว่าด้วยจิตเปรียบด้วยเสาหิน มีเนื้อหาคล้ายกับปัญญาสูตร แต่มีจุดเน้นที่สำคัญกว่าคือ "ความหนักแน่นมั่นคงของจิต" คือการเปรียบเทียบจิตของผู้ที่หลุดพ้นแล้วว่าเหมือนกับ "เสาหิน" ที่ฝังลึกลงไปในดินอย่างดี ต่อให้มีพายุพัดมาแรงแค่ไหน เสาหินนั้นก็ไม่สั่นคลอนสภาวะจิต: จิตของพระอรหันต์จะไม่ระคน (ไม่ปนเป) กับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่มากระทบการรับรู้: ท่านยังเห็น ยังได้ยิน (รับรู้ตามจริง) แต่จิตไม่หวั่นไหว และเห็นความเสื่อม (ความไม่เที่ยง) ของอารมณ์เหล่านั้นอยู่เสมอข้อแตกต่างที่น่าสนใจ ในพระสูตรนี้มีการถกเกลี้ยงกันระหว่าง ท่านพระสารีบุตร กับ ท่านพระจันทิกาบุตร เกี่ยวกับคำพูดของพระเทวทัตคำของพระเทวทัต ตามที่จันทิกาบุตรจำมา : "อบรมจิตด้วยจิต" (เฉย ๆ)คำแก้ไขของพระสารีบุตร: ใช้คำว่า "อบรมจิตดีด้วยจิต" ต้องมีคำว่า ดี (สุภาวิตัง) เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของการฝึกที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ เท่านั้น ถึงจะพยากรณ์ตนเองได้ว่าจบกิจแล้ว*ถ้าจิตเราฝึกมาดี (ครบ 9 ประการ) ต่อให้โลกจะเหวี่ยงอะไรมาใส่เรา จิตเราจะนิ่งเหมือนเสาหิน 16 ศอกที่ฝังดินลึก 8 ศอก ข้อที่ 27 ปฐมเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 1 กล่าวถึง คุณสมบัติของผู้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ซึ่งเป็นบุคคลที่ปิดประตูอบายภูมิได้สนิท มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนรวมกัน คือ การละเวร 5 และ การมีศรัทธามีศีลที่มั่นคง 4 รวมเป็น 9 ประการการระงับภัยเวร 5 ประการ (ศีล 5) คือ การหยุดพฤติกรรมที่สร้างเวรสร้างกรรมทั้งในปัจจุบันและอนาคตองค์เครื่องบรรลุโสดา 4 ประการ (โสตาปัตติยังคะ) คือ การมีที่พึ่งทางใจและมาตรฐานความประพฤติที่หยั่งรากลึกเมื่อปฏิบัติครบทั้ง 9 ข้อนี้ อริยสาวกสามารถพยากรณ์ตนเอง ได้ทันทีว่า นรก/อบายภูมิสิ้นแล้ว และ เป็นผู้เที่ยงแท้*ข้อสังเกต: พระสูตรนี้เน้นว่า ศีลไม่ใช่แค่กฎข้อห้าม แต่คือการระงับภัยเวร ที่จะกัดกินใจเราทั้งในชาตินี้และชาติหน้า ข้อที่ 28 ทุติยเวรสูตร ว่าด้วยภัยเวร สูตรที่ 2 มีเนื้อหาเหมือนกับปฐมเวรสูตร แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มผู้ฟังและนัยสำคัญ เล็กน้อยปฐมเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนอนาถบิณฑิกเศรษฐี (คฤหัสถ์) เพื่อแนะแนวทางพยากรณ์ตนเองทุติยเวรสูตร: พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทั้งหลาย (นักบวช) เพื่อย้ำเตือนสภาวะจิตที่หลุดพ้นจากภัยเวร ข้อที่ 29 อาฆาตวัตถุสูตร ว่าด้วยอาฆาตวัตถุ ระบุถึง "ต้นเหตุหรือเหตุผล" ที่ใจคนเรานำมาใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความโกรธแค้น โดยแบ่งตามบุคคลและกาลเวลา เพื่อให้เราเท่าทันความคิดที่กำลังปรุงแต่งความโกรธขึ้นมาอาฆาตวัตถุ 9 ประการ (เหตุผูกใจเจ็บ) แบ่งเป็น 3 กลุ่มหลักกลุ่มที่ 1 เกี่ยวกับ "ตัวเรา" 3 ประการ เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ (ทำชั่ว) ต่อเรากลุ่มที่ 2 เกี่ยวกับ "คนที่เรารัก" 3 ประการ เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่เรารักกลุ่มที่ 3 เกี่ยวกับ "คนที่เราไม่ชอบ/ศัตรู" (3 ประการ) กลุ่มนี้จะสลับกัน คือเราโกรธเพราะเห็นศัตรูได้ดี : เขา “เคยทำ-กำลังทำ-จะทำ” สิ่งที่เป็นประโยชน์ (ทำดี) ให้กับคนที่เราเกลียด*ความน่าสนใจ คือการชี้ให้เห็นว่าความโกรธไม่ได้เกิดจากปัจจุบันเสมอไป แต่เกิดจากการที่ใจเราย้อนไปขุดคุ้ยอดีต หรือระแวงไปถึงอนาคตด้วย การรู้เท่าทันเหตุทั้ง 9 นี้ จะช่วยให้เราหยุดการปรุงแต่่ง และวางใจให้เป็นกลางได้ง่ายขึ้น ข้อที่ 30 อาฆาตปฏิวินยสูตร ว่าด้วยอุบายกำจัดอาฆาต คือการใช้ "โยนิโสมนสิการ" เพื่อหยุดความโกรธที่ต้นเหตุ โดยการตั้งสติและพิจารณาว่า การกระทบกระทั่งหรือความไม่พอใจนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของโลกที่จะต้องเกิดขึ้น เพื่อถอดถอนความยึดมั่นในเหตุการณ์นั้น ๆ ออกไป พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 3/13/26 | ม้าอาชาไนยตัวประเสริฐ [6911-6t] | ข้อที่ 259 และ ข้อที่ 260 ปฐมและทุติยอาชานียสูตร ว่าด้วยองค์ประกอบของม้าอาชาไนย (สูตรที่ 1-2) เป็นเรื่องเกี่ยวกับการอุปมาอุปมัยด้วยม้าอาชาไนยพันธุ์ดี ซึ่งถ้าเป็นคน คือ ผู้ที่ปฏิบัติดีเพื่อเป็นเครื่องออกจากทุกข์ โดยดูจาก1. วรรณะ คือ ศีล2. กำลัง คือ ความเพียรที่ทำให้กุศลใหม่เกิดที่มีอยู่แล้วให้พัฒนา และอกุศลเดิมให้ลดที่ยังไม่มีอย่าให้เข้ามา3. เชาว์ คือ ฝีเท้า (ปัญญา) ในข้อ 259 คือการรู้ตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ นั่นคือ “การเป็นโสดาบัน”ส่วนของข้อ 260 คือดูจากการทำให้แจ้งในเจโต และปัญญาวิมุติ นั่นคือ “อรหัตผล” จะเห็นว่าในระหว่างข้อทั้งสองนี้ ก็คือ อริยบุคคลที่เหลือนั่นเอง4. ความสมบรูณ์ด้วยทรวดทรง คือ ความสมบรูณ์ด้วยปัจจัยสี่นอกจากนี้ยังทบทวนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในข้อที่ผ่าน ๆ มากับการอุปมาอุปมัยว่าด้วยม้าอาชาไนยนี้ ม้าทุกตัวต้องผ่านการฝึก “คนจะเป็นอริยบุคคลได้ก็ต้องฝึกเช่นกัน” ข้อที่ 261 พลสูตร ว่าด้วยพละ “พละ” คือ กำลัง บุคคลที่ประกอบด้วยพละ4 นี้ จึงจะมีกำลังใจ คือ1. วิริยะพละ: ความเพียร 4 2. สติพละ: สติปัฏฐาน 4 3. สมาธิพละ: ฌานทั้ง 44. ปัญญาพละ: ชำแรกกิเลสพละ4 ต่างจากพละ คือ ไม่มีข้อศรัทธา ข้อที่ 262 อรัญญสูตร ว่าด้วยธรรมของภิกษุผู้ควรอยู่ป่าและไม่ควรอยู่ป่า ถ้ามี 4 ข้อนี้แล้วไม่ควรอยู่ เพราะไปอยู่แล้วก็ไม่เป็นตาอยู่ หรืออยู่แล้วฟุ้งซ่าน ขาดกัลยาณมิตรแนะนำจะจิตแตกได้ แต่ถ้าทำเป็นแล้วรู้วิธีการ และไม่มี 4 ข้อนี้ก็สามารถอยู่ได้ 4 ข้อนี้ คือ ตริตรึกในทางกาม ความพยาบาท คิดในทางเบียดเบียน เป็นคนเซอะ ข้อที่ 264 กัมมสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ เปรียบเทียบอสัตบุรุษ และสัตบุรุษโดยดูจากกายกรรมที่มีโทษ วจีกรรมอันมีโทษ มโนกรรมอันมีโทษ และทิฏฐิที่มีโทษ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อภิญญาวรรค กัมมปถวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 3/6/26 | มูลเหตุแห่งตัณหา [6910-6t] | หมวดธรรม 9 ประการใน สัตตาวาสวรรค หมวดว่าด้วยสัตตาวาสข้อที่ 22 อัสสขฬุงกสูตร ว่าด้วยม้ากระจอกและคนกระจอก เป็นการเปรียบเทียบคุณสมบัติของม้ากับระดับของบุคคลในทางธรรม โดยใช้คุณลักษณะของม้ามาเป็นอุปมาเพื่ออธิบายถึง "คุณภาพ" ของภิกษุหรือพุทธบริษัท โดยมีเกณฑ์วัด 3 ด้าน ดังนี้เชาว์อุปมาเปรียบ ระดับมรรคผลวรรณะ อุปมาเปรียบ ความแตกฉานในอภิธรรมและอภิวินัย สามารถตอบปัญหาได้ไม่จนปัญญาความสูงและความใหญ่ อุปมาเปรียบ การได้รับปัจจัย 4โดยใช้เกณฑ์ทั้ง 3 ด้านนี้ แบ่งประเภทบุคคลออกเป็น 3 ระดับ 9 จำพวกดังนี้1. คนกระจอก 3 จำพวก คือผู้ที่ "รู้เพียงอริยสัจ 4" (ยังเป็นเสขบุคคลชั้นต้นหรือผู้ปฏิบัติ)จำพวกที่ 1: รู้แค่อริยสัจจำพวกที่ 2: รู้อริยสัจ และตอบปัญหาธรรมได้จำพวกที่ 3: รู้อริยสัจ ตอบปัญหาธรรมได้ และมีลาภยศพร้อม *คนกระจอก หมายถึงผู้ที่รู้อริยสัจ 4 ซึ่งถือว่ามีคุณธรรมสูงกว่าปุถุชนทั่วไป2. คนดี (สัปบุรุษ) คือผู้ที่เป็น "พระอนาคามี" (ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการได้เด็ดขาด) แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกับกลุ่มแรก3. บุรุษอาชาไนย (บุรุษผู้ฝึกดีแล้ว) คือผู้ที่เป็น "พระอรหันต์" มีจิตหลุดพ้นด้วยปัญญาอันยิ่ง แบ่งย่อย 3 จำพวกเช่นเดียวกัน ข้อที่ 23 ตัณหามูลกสูตร ว่าด้วยตัณหามูลธรรม เป็นการแสดงลำดับเหตุและผลที่ส่งทอดต่อกัน โดยมี "ตัณหา" เป็นจุดเริ่มต้น สรุปสาระสำคัญเหตุปัจจัยมีตัณหาเป็นมูลเหตุ 9 ประการได้ดังนี้1. เพราะอาศัยตัณหา การแสวงหาจึงเกิดขึ้น2. เพราะอาศัยการแสวงหา การได้จึงเกิดขึ้น3. เพราะอาศัยการได้ การวินิจฉัยจึงเกิดขึ้น4. เพราะอาศัยการวินิจฉัย ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น5. เพราะอาศัยฉันทราคะ ความหลงใหลจึงเกิดขึ้น6. เพราะอาศัยความหลงใหล ความหวงแหนจึงเกิดขึ้น7. เพราะอาศัยความหวงแหน ความตระหนี่จึงเกิดขึ้น8. เพราะอาศัยความตระหนี่ การรักษาจึงเกิดขึ้น9. เพราะอาศัยการรักษา บาปอกุศลธรรมหลายจึงเกิดขึ้น ข้อที่ 24 สัตตาวาสสูตร ว่าด้วยสัตตาวาส ภพที่เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์โลก 9 ประการ โดยแบ่งตามลักษณะของ "กาย" และ "สัญญา" ดังนี้1. กายต่างกัน สัญญาต่างกัน: เช่น มนุษย์, เทวดาบางพวก และสัตว์วินิปาติกะบางพวก2. กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพผู้อยู่ในชั้นพรหม (ปฐมฌานภูมิ)3. กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน: เช่น พวกเทพชั้นอาภัสสระ4. กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกัน: เช่น พวกเทพชั้นสุภกิณหะ5. ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา: เช่น พวกเทพชั้นอสัญญีสัตว์6. เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 17. เข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 28. เข้าถึงชั้นอากิญจัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 39. เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ: ผู้ที่บรรลุอรูปฌานขั้นที่ 4 (มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 2/27/26 | การแสวงหาอันประเสริฐ [6909-6t] | ข้อที่ 255 ปริเยสนาสูตร ว่าด้วยการแสวงหา 4 อย่างที่ประเสริฐ และไม่ประเสริฐ ถ้าคุณรู้ว่าเรามีความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย และความเศร้าหมองเป็นธรรมดาแล้วยังคงแสวงหาในสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ พระโพธิสัตว์ทราบถึงโทษในสิ่งเหล่านี้ จึงเริ่มแสวงหาทางอันประเสริฐที่ทำให้ถึงแดนอันเกษม นั่นคือ นิพพาน น้อมเข้ามาดูที่ตัวเรา ด้วยความเป็นฆราวาสยังคงต้องแสวงหา ในการแสวงหานั้นควรจะมีสิ่งประเสริฐแทรกแซงอยู่บ้าง อย่างน้อยทราบถึงกระบวนการที่จะอยู่ในมรรค ดำเนินชีวิตอยู่ในมรรค ใจตั้งไว้ที่นิพพาน เห็นโทษ แล้วอยู่กับมันให้ได้ด้วยมรรค ก็จะเป็นการปูทางสู่นิพพานได้ ข้อที่ 256 สังคหวัตถุสูตร เป็นธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวที่ก่อให้เกิดความสามัคคี คือ การให้ทาน เปยยวัชชะ (วาจาเป็นที่รัก) อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) และสมานัตตตา (การวางตนสม่ำเสมอ) ถ้าขาดธรรมนี้ชนนั้นจะเกิดความแตกแยก ข้อที่ 257 มาลุงกยปุตตสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวสอนธรรมะสั้น ๆ เพื่อการหลีกเร้นปฏิบัติเอาจริงต่อมาลุงกยบุตร คือ เหตุเกิดแห่งตัณหา 4 ประการ กิเลสในปัจจัย 4 ตัณหาจะละได้ก็ด้วยมรรค 8 ละตัณหา ละมานะได้ก็พ้นทุกข์ ข้อที่ 258 กุลสูตร ตระกูลใหญ่จะดำรงทรัพย์อยู่ได้ ถ้ามีการแสวงหาวัตถุที่หายไป ซ่อมแซมของเก่า รู้ประมาณในการบริโภค และตั้งสตรีหรือบุรุษที่มีศีลเป็นใหญ่พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
Want analysis for the episodes below?Free for Pro Submit a request, we'll have your selected episodes analyzed within an hour. Free, at no cost to you, for Pro users. | |||||||||
| 2/20/26 | ธรรมที่มีอุปการะและธรรมควรรู้ยิ่ง [6908-6t] | หมวดธรรม 4 ประการใน อาปัตติภยวรรค และ อภิญญาวรรคข้อที่ 249 พหุการสูตร ว่าด้วยธรรมมีอุปการะมาก ที่เมื่อมีแล้วสามารถนำมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันจนกระทั่งพาไปนิพพาน คือการคบสัตบุรุษ: การคบเพื่อนดี คือ การมีสิ่งแวดล้อมที่ดีการฟังธรรม: เป็นการรับ in put ดี ๆ เป็นการเพิ่มปัญญาการโยนิโสมนสิการ: การคิดใคร่ครวญปรับปรุงธัมมานุธัมมปฏิปัตติ: เป็นการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พัฒนาจากสุตมยปัญญาเป็นจินตามยปัญญา และภาวนามยปัญญา 4 ข้อนี้ สามารถพัฒนาวนลูป (Loop) จะทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอนข้อที่ 250-253 ปฐม/ทุติย/ตติย/จตุตถโวหาร: ว่าด้วย "อนริยโวหาร" หรือโวหารที่ไม่ใช่ของพระอริยะ 4 ประการ เป็นการกล่าววาจาอันไม่จริง ได้แก่ 1) ไม่เห็นว่าเห็น 2) ไม่ได้ฟังว่าฟัง 3) ไม่ได้ทราบว่าทราบ 4) ไม่ได้รู้ว่ารู้ ซึ่งเป็นวาจาที่ควรละเว้น ใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่า เราโกหกหรือไม่ ที่น่าสนใจคือ อย่างไรคือโกหกสีขาว หรือการข้ามเส้นแบ่งนี้ไป จบอาปัตติภยวรรค เริ่มอภิญญาวรรคหมวดว่าด้วยความรู้ยิ่ง: ข้อที่ 254 อภิญญาสูตร ความรู้ 4 อย่างที่เทียบมาตามอริยสัจ 4 มีข้อเหมือน และการเรียงลำดับที่ต่างออกไปพบแต่ในพระสูตรนี้เท่านั้น คือธรรมที่ควรกำหนดรู้ คือ ทุกข์ คือ ขันธ์ 5 มีความเป็นอนัตตาธรรมที่ควรละ คือ สมุทัย ในที่นี้ คือ อวิชชา และภวตัณหา ตัณหามีลักษณะดังนี้ มีการเกิดปรากฏ มีความเพลินปรากฏ และเกี่ยวกับกามธรรมที่ควรทำให้เจริญ คือ มรรค ในที่นี้ คือ สมถะ และวิปัสสนา สมถะ คือ จิตเป็นอารมณ์เดียว วิปัสสนา คือ การเห็นตามจริง รวมกันเรียกว่าสมาธิธรรมที่ควรทำให้แจ้ง คือ นิโรธ ในที่นี้ คือ วิชชาและวิมุตติ วิชชา คือ ความรู้คือญาณ วิมุตติคือความพ้น เป็นผลจากการทำความเข้าใจ มีแล้วจะวางได้ หรือจะมองในแง่ของมรรค 8 บวกสัมมาญาณะ และสัมมาวิมุตติซึ่งก็คือสัมมากัมมันตะนั่นเอง ทั้ง 4 อย่างนี้ พัฒนาไปด้วยกัน ทำความเข้าใจเรื่องทุกข์แล้วข้ออื่น ๆ ก็ตามมา พระไตรปิฏกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาปัตติภยวรรค อภิญญาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 2/13/26 | ระยะเวลา "กัป" [6907-6t] | “สัตว์ผู้จะกล่าวอ้างว่า ตนเองไม่มีโรคทางใจตลอดระยะเวลาแม้ครู่เดียว หาได้โดยยาก ยกเว้นท่านผู้หมดกิเลสแล้ว” วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่มีองค์ประกอบครบ คือ พุทธะ ธัมมะ สังฆะ นี่คือการนำเสนอความรู้ใหม่ คือทางสายกลาง ทางที่จะนำไปสู่นิพพาน เริ่มจากทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ความรู้ในอริยสัจ 4 สัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณ แล้วต่อด้วยอนัตตลักขณสูตรให้เห็นถึงความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาของขันธ์ทั้ง 5 ย้อนกลับไปที่ข้อ 125 – 126 ปฐมเมตตาสูตร คือ กำลังฌานของพรหมวิหาร 4 ทำให้มีอายุ และชั้นพรหมที่แตกต่างกันเรียงไป ในชั้นนี้ปุถุชนและอริยบุคคลอาจอยู่ปะปนกันได้ แต่ที่ไปจะแตกต่างกัน ส่วนในทุติยเมตตาสูตรบุคคลที่พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงด้วยจิตแบบพรหมวิหารเมื่อตายไปย่อมเป็นอนาคามีในชั้นสุทธาวาส กัปปสูตร ความยาวนานของอสงไขย 4 ประเภท ทำให้เห็นถึงความทุกข์ที่เราได้พบมาตลอดกาลอันยาวนาน ไม่ควรกลับไปวนในความทุกข์อีก โรคสูตร โรคทางกายอาจไม่ป่วยเลยมีอยู่ แต่คนธรรมดาที่จะไม่ป่วยใจย่อมไม่มีแม้ในขณะจิตเดียว ดั่งโรคของนักบวช โรคนั้น คือ กิเลส ปริหานิสูตร ธรรมที่เป็นเหตุเสื่อม คือ มีราคะ โทสะ โมหะมาก และไม่มีปัญญาจักษุในเรื่องควรไม่ควร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อินทริยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 2/6/26 | ทิศทาง “ทาน” สู่ความพ้น [6906-6t] | หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค และ สัตตาวาสวรรคข้อที่ 20 เวลามสูตร ว่าด้วยเวลามพราหมณ์ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องอานิสงส์ของทาน โดยทรงปรารภเรื่องของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ประสบวิกฤตเศรษฐกิจจนต้องถวายเพียง “ปลายข้าวและน้ำผักดอง” พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า “วัตถุทานจะประณีตหรือเศร้าหมองไม่สำคัญเท่ากับวิธีให้” (จิตของผู้ให้) พระองค์ทรงยกตัวอย่าง เวลามพราหมณ์ (ซึ่งคือพระโพธิสัตว์ในอดีตชาติ) ที่ถวาย “มหาทาน 9 อย่าง” ยิ่งใหญ่ระดับอย่างละ 84,000 ชุด (ถาดทองเต็มด้วยเงิน, ถาดเงินเต็มด้วยทอง, ถาดสำริดเต็มด้วยเงิน, ช้าง, รถ, แม่โคนม, หญิงสาว, บัลลังก์, ผ้า) แม้มากมหาศาล แต่ยังได้อานิสงส์น้อยกว่าการเจริญใน “ศีล สมาธิ ปัญญา”*ทานที่ประกอบด้วยความเคารพและให้แก่ผู้ทรงศีลมีอานิสงส์มาก แต่การปฏิบัติธรรม (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) ให้ผลอานิสงส์สูงยิ่งกว่าการให้วัตถุทานมหาศาล ข้อที่ 21 ติฐานสูตร ว่าด้วยฐานะ 3 ประการ พระสูตรนี้ทรงเปรียบเทียบจุดเด่นหรือ "ฐานะที่เหนือกว่า" ของผู้อยู่อาศัยใน 3 ภพภูมิ ได้แก่ ชาวอุตตรกุรุทวีป, เทวดาชั้นดาวดึงส์ และชาวชมพูทวีป (โลกมนุษย์เรา)· กลุ่ม จุดเด่น (ฐานะ 3 ประการ)1) อุตตรกุรุทวีป: เหนือกว่าด้วย "คุณภาพชีวิตที่ราบรื่น" :- ไม่เห็นแก่ตัว, ไม่หวงแหน, มีอายุแน่นอน 2) เทวดาดาวดึงส์: เหนือกว่าด้วย "ความเป็นทิพย์" :- อายุทิพย์, วรรณะทิพย์, สุขทิพย์3) ชมพูทวีป (มนุษย์โลก): เหนือกว่าด้วย "ศักยภาพในการพัฒนาจิต" :- กล้าหาญ, มีสติ, ปฏิบัติธรรมได้ (บรรลุธรรมได้) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค สัตตาวาสวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 1/30/26 | แสงสว่างแห่งปัญญา [6905-6t] | หมวดธรรม 4 ประการ ในอาภาวรรค หมวดว่าด้วยแสงสว่าง และอินทริยวรรค หมวดว่าด้วยอินทรีย์ข้อที่ 141-145 อาภาสูตร ปภาสูตร อาโลกสูตร โอภาสสูตร และปัชโชตสูตร ไส้ในเหมือนกัน ต่างกันที่หัวข้อในความสว่าง 4 อย่าง คือ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ไฟ และปัญญา ความสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี เพราะปัญญาทำให้เห็นทางไปสู่นิพพานจากการปฏิบัติตามมรรค 8*บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ปัญญาเป็นยอดเยี่ยมที่สุด เนื่องจากปัญญาทำให้เห็นแจ้งในอริยสัจ 4 และนำไปสู่ความหลุดพ้น ข้อที่ 146-147 ปฐม/ทุติยกาลสูตร ว่าด้วยกาล สูตร 1 และ สูตร 2 กาลคือเวลา คือความเหมาะสมที่เมื่อทำอย่างต่อเนื่องหมุนวนไปจะทำให้สิ้นอาสวะได้ คือ ฟังธรรม สนทนาธรรม สงบใจ และเห็นแจ้งตามกาล ข้อที่ 148-149 ทุจจริตสูตรและสุจริตสูตร เป็นเรื่องวาจา ข้อที่ 150 สารสูตร ว่าด้วยสารธรรม สารธรรม หมายถึง แก่นสาร เพราะการยังคงมีอยู่ของศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุต เราจึงไม่ร้อนใจ ความเบียดเบียนมีแต่พอทนได้ นิพพานยังมี จบอาภาวรรค เริ่มอินทริยวรรค เราจะทำตามศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ต้องมีอินทรีย์และพละ ในอินทริยสูตร สัทธาพลสูตร ปัญญาพลสูตร สติพลสูตร ปฏิสังขานพลสูตร คือสิ่งที่จะรักษาให้เราอยู่ในมรรค พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อาภาวรรค อินทริยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 1/24/26 | ธรรมะรับอรุณ Live วันที่ 24 มกราคม 2569 [6904-6t_Live] | Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 1/16/26 | ผลแห่งการต้อนรับ [6903-6t] | หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาทข้อที่ 17 กุลสูตร ว่าด้วยตระกูล กล่าวถึงลักษณะของตระกูลที่ภิกษุไม่ควรเข้าหา (ไม่ควรไปมาหาสู่หรือเยี่ยมเยียน) และตระกูลที่ควรเข้าไปหา ดังนี้ลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ไม่ควร" เข้าหา 9 ประการ1. ไม่ต้อนรับด้วยความเต็มใจ: เมื่อไปถึงแล้วไม่ลุกรับ ไม่แสดงความเคารพ2. ไม่กราบไหว้ด้วยความเต็มใจ: ไม่แสดงความนบนอบตามธรรมเนียม3. ไม่ให้อาสนะด้วยความเต็มใจ: ไม่จัดที่นั่งให้ด้วยความยินดี4. ปกปิดของที่มีอยู่: มีของอยู่แต่ทำเป็นไม่มี หรือไม่นำออกมาแบ่งปัน5. มีมากแต่ให้น้อย: มีของเหลือเฟือแต่ให้เพียงเล็กน้อยอย่างไม่สมควร6. มีของประณีตแต่ให้ของเศร้าหมอง: เก็บของดีไว้เอง แต่ให้ของที่ด้อยคุณภาพ7. ให้โดยไม่เคารพ: ให้แบบสักแต่ว่าให้ หรือแสดงอาการดูหมิ่น8. ไม่นั่งใกล้เพื่อฟังธรรม: ไม่สนใจที่จะสนทนาธรรมหรือรับฟังคำสอน9. ไม่ยินดีเมื่อกล่าวธรรม: เมื่อภิกษุแสดงธรรมก็แสดงอาการไม่พอใจหรือไม่เลื่อมใสลักษณะของตระกูลที่ภิกษุ "ควร" เข้าหาเยี่ยมเยียน มีลักษณะตรงกันข้ามกับธรรม 9 ประการ ที่กล่าวมาในข้างต้น ข้อที่ 18 นวังคุโปสถสูตร ว่าด้วยการรักษาอุโบสถที่มีองค์ ๙ กล่าวถึงการรักษาอุโบสถด้วยองค์ 9 ประการที่บุคคลอยู่จำแล้วย่อมมีอานิสงส์มาก แผ่ไพศาลมาก ได้แก่ การรักษาศีลแปดและการแผ่เมตตาจิต (พรหมวิหารสี่) ทั่วทุกทิศทางอย่างไม่มีประมาณ ข้อที่ 19 เทวตาสูตร ว่าด้วยผลแห่งการต้อนรับของเทวดา กล่าวถึงเทวดา 9 จำพวกมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อบอกเล่าถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้ตนได้ไปเกิดในหมู่เทวดาที่มีความละเอียดประณีตต่างกัน โดยมีประเด็นสำคัญและหลักธรรมดังนี้ประเด็นสำคัญ: กล่าวถึงผลของการต้อนรับและการปฏิบัติต่อบรรพชิต (ผู้ทรงศีล) ในขณะที่เทวดาเหล่านั้นยังเป็นมนุษย์ หากปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือไม่ประณีต แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแต่จะเป็นชั้นต่ำและมีความเดือดร้อนใจ (วิปปฏิสาร) ภายหลังที่เห็นตนเองมีอานุภาพน้อยกว่าเทวดาอื่น ในทางกลับกัน ผู้ที่ปฏิบัติได้ครบถ้วนทั้ง 9 ประการ ย่อมได้ไปเกิดในหมู่เทพชั้นประณีตและมีอานุภาพมากหลักธรรม 9 ประการในการต้อนรับบรรพชิต: หลักธรรมนี้เรียงลำดับจากความประณีตเบื้องต้นไปจนถึงการบรรลุธรรม ดังนี้1. การลุกรับ: เมื่อเห็นบรรพชิตมาถึงบ้าน ต้องแสดงความเคารพด้วยการลุกขึ้นต้อนรับ2. การกราบไหว้: แสดงความอ่อนน้อมด้วยการกราบไหว้3. การให้อาสนะ: จัดหาที่นั่งที่เหมาะสมให้แก่ท่าน4. การแบ่งปันลาภ: รู้จักให้ทานหรือแบ่งปันสิ่งของตามกำลังความสามารถ5. การเข้าไปนั่งใกล้: เข้าไปหาเพื่อแสดงความเคารพและเตรียมรับฟังธรรม6. การเงี่ยโสตลงฟังธรรม: ตั้งใจฟังคำสอนของท่านอย่างจดจ่อ7. การทรงจำธรรม: เมื่อฟังแล้วต้องพยายามจดจำหลักธรรมนั้นไว้8. การพิจารณาเนื้อความ: นำธรรมที่ทรงจำไว้มาไตร่ตรองให้เข้าใจความหมาย9. การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม: นำความรู้ที่เข้าใจแล้วไปลงมือปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักการเพื่อให้เกิดผลจริง*บทสรุป: พระพุทธเจ้าทรงใช้เรื่องนี้สอนภิกษุทั้งหลายไม่ให้ประมาทและเร่งบำเพ็ญเพียร เพื่อที่จะไม่ต้องเดือดร้อนใจในภายหลังเหมือนเทวดาจำพวกแรก ๆ ที่ทำบุญมาไม่ครบถ้วน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 1/9/26 | อย่าด่วนตัดสินใจเชื่อ ให้พิจารณาด้วยเงื่อนไข [6902-6t] | หมวดธรรม 3 ประการ ในมหาวรรค หมวดว่าด้วยเรื่องใหญ่ข้อที่ 65 สรภสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อว่าสรภะ เรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อ สรภปริพาชก (ผู้ที่เคยบวชในพุทธศาสนาแล้วสึกออกไป) ไปป่าวประกาศว่าเขารอบรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว และที่เขาลาสึกออกมาก็เพราะเขารู้แจ้งเห็นจริงในธรรมเหล่านั้น (ในเชิงสบประมาท) เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงเสด็จไปหาเขาถึงที่พักและอนุญาตให้เขาแสดงสิ่งที่เขารู้ว่ามีอะไรบ้างที่ยังไม่บริบูรณ์ พระองค์จะช่วยเติมให้ แต่ถ้าบริบูรณ์แล้วพระองค์จะทรงอนุโมทนา ปรากฏว่า สรภปริพาชกกลับนิ่งเงียบ ไม่สามารถตอบอะไรได้เลย จนถูกเพื่อนปริพาชกด้วยกันรุมตำหนิและเปรียบเปรยว่า "อยากจะคำรามเหมือนราชสีห์ แต่ทำได้แค่เห่าหอนเหมือนสุนัขจิ้งจอก"ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดง "ความจริงอันไม่อาจโต้แย้งได้" โดยหากใครพยายามจะคัดค้านพระองค์ใน 3 ประเด็นหลัก ที่เมื่อถูกซักถามด้วยเหตุผล ผู้นั้นมักจะแสดงอาการ 3 อย่าง (พูดกลบเกลื่อน โกรธ หรือนิ่งอั้น) ซึ่งประเด็นที่พระองค์ทรงยืนยัน (บันลือสีหนาท) ดังนี้:1. ความเป็นผู้ตรัสรู้ชอบ (สัมมาสัมพุทธะ) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่าธรรมที่พระองค์ทรงปฏิญญาว่าตรัสรู้นั้น พระองค์ยังไม่รู้จริง พระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่ทรงสอนอย่างแท้จริงตามหลักเหตุและผล2. ความเป็นผู้สิ้นอาสวะ (ขีณาสพ) : ไม่มีใครสามารถพิสูจน์หรือคัดค้านได้ว่า อาสวะกิเลสของพระองค์ยังไม่สิ้นไป พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากกิเลสโดยสิ้นเชิงตามที่ทรงประกาศไว้3. ความศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม (นิยยานิกธรรม) : ไม่มีใครสามารถค้านได้ว่า "ธรรมที่พระองค์แสดงนั้น ปฏิบัติแล้วไม่นำไปสู่ความสิ้นทุกข์" หากผู้ใดปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ย่อมถึงความดับทุกข์ได้จริงแน่นอน ข้อที่ 66 เกสปุตติสูตร ว่าด้วยกาลามะชาวเกสปุตตนิคม ชาวกาลามะเกิดความสับสนเพราะมีสมณพราหมณ์หลายกลุ่มแวะเวียนมาสอน โดยแต่ละกลุ่มมักจะยกย่องคำสอนตนเองและเหยียดหยามคำสอนของผู้อื่น ชาวกาลามะจึงทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "จะรู้ได้อย่างไรว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ?" พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้เชื่อพระองค์ทันที แต่ทรงวางหลักการตรวจสอบความจริงเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง และทรงชี้ให้เห็นว่า "ความจริง" นั้นสามารถพิสูจน์ได้ด้วยการสังเกตผลที่เกิดขึ้นในใจตนเองหลักธรรมสำคัญ:หลักกาลามสูตร 10 ประการ (อย่าปลงใจเชื่อเพียงเพราะ...)การพิจารณา "รากเหง้าของอกุศลและกุศล" เมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นอกุศลให้ "ละ" (โลภะ โทสะ โมห)ะเมื่อรู้ว่าสิ่งใดเป็นกุศลให้ "เข้าถึง" (อโลภะ อโทสะ อโมหะ)เจริญพรหมวิหาร 4 ทำให้เกิดความเบาใจ 4 ประการ (อัสสาสะ 4)1. ถ้าโลกหน้ามีจริง: เราทำดีไว้ ตายไปย่อมไปสู่สุคติสวรรค์2. ถ้าโลกหน้าไม่มีจริง: ในปัจจุบันนี้ เราก็อยู่อย่างเป็นสุข ไม่โดนใครจองเวร3. ถ้าผลกรรมมีจริง: เมื่อเราไม่ได้เจตนาทำชั่ว ความทุกข์ย่อมไม่มาถึงเรา4. ถ้าผลกรรมไม่มีจริง: เราก็เห็นตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ (ภูมิใจในตนเอง) ได้ทั้งสองฝ่าย ข้อที่ 67 สาฬหสูตร ว่าด้วยนายสาฬหะถามถึงหลักความเชื่อ นายสาฬหะและนายโรหนะ (หลานเศรษฐี) เข้าไปหาท่านพระนันทกะ ท่านจึงได้แสดงหลักการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยไม่ให้เชื่อเพียงเพราะ... (หลักกาลามสูตร 10 ประการ) แต่ให้พิสูจน์ด้วยการดูผลที่เกิดขึ้นจริงในใจตนเองว่า สิ่งนั้น (โลภะ โทสะ โมหะ) นำไปสู่ความทุกข์หรือความสุข และสรุปจบด้วยการแผ่เมตตาจนจิตหลุดพ้นจากอาสวะกิเลส พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๒ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต มหาวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 1/2/26 | ฝีมีปากแผล 9 แห่ง [6901-6t] | หมวดธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาทข้อที่ 14 สมิทธิสูตร ว่าด้วยเรื่องวิตก เป็นบทสนทนาธรรมระหว่างท่านพระสารีบุตรกับท่านพระสมิทธิในหัวข้อเรื่อง สังกัปปวิตก (วิตกอันเป็นความดำริ) คือ ความนึกคิด ซึ่งในบทสนทนานั้นท่านพระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวสอบถาม แล้วท่านพระสมิทธิเป็นผู้กล่าวตอบ โดยมีใจความสำคัญดังนี้1. วิตกเกิดขึ้นเพราะอะไร: มี "นามรูป" (ร่างกายและจิตใจ/สิ่งที่ถูกรู้) เป็นอารมณ์2. วิตกต่างกันเพราะอะไร: เพราะ "ธาตุ" ต่างๆ (สภาวะทางธรรมชาติ เช่น อกุศลวิตก ได้แก่ กามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตก และ กุศลวิตก ได้แก่ เนกขัมมวิตก, อพยาปาทวิตก, อวิหิงสาวิตก)3. วิตกเกิดจากอะไร: มี "ผัสสะ" (การกระทบ) เป็นเหตุเกิด4. วิตกมีอะไรเป็นที่ประชุมลง: มี "เวทนา" (ความเสวยอารมณ์) เป็นที่ประชุมลง5. วิตกมีอะไรเป็นยอด: มี "สมาธิ" เป็นยอด (ประมุข)6. วิตกมีอะไรเป็นใหญ่: มี "สติ" เป็นใหญ่7. วิตกมีอะไรเป็นยิ่ง: มี "ปัญญา" เป็นยิ่ง8. วิตกมีอะไรเป็นแก่น: มี "วิมุตติ" (ความหลุดพ้น) เป็นแก่น9. วิตกหยั่งลงในไหน: มี "อมตะ" (พระนิพพาน) เป็นที่หยั่งลง ข้อที่ 15 คัณฑสูตร ว่าด้วยฝีมีปากแผล 9 แห่ง การเปรียบเทียบ ร่างกายมนุษย์ว่ามีสภาพไม่น่าดู มีแต่ของสกปรกเหมือนฝีมีปากแผลที่น่ารังเกียจ 9 แห่ง (ทวารทั้ง 9 ได้แก่ ตา 2, หู 2, จมูก 2, ปาก 1, ทวารหนัก 1, ทวารเบา 1) มีกลิ่นเหม็นไหลออกมาและไหลเข้าได้เช่นกัน เพื่อให้พระภิกษุเบื่อหน่ายในกามคุณและเห็นโทษของร่างกาย (อสุภกรรมฐาน) ข้อที่ 16 สัญญาสูตร ว่าด้วยสัญญา เป็นพระสูตรที่ว่าด้วย สัญญา 9 ประการ ซึ่งเมื่อบุคคลเจริญและทำให้มากแล้ว จะมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ (พระนิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด ได้แก่1. อสุภสัญญา: การกำหนดหมายความไม่งามในกาย2. มรณสัญญา: การกำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา3. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา: การกำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร4. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา: การกำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง5. อนิจจสัญญา: การกำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (ขันธ์ห้าไม่เที่ยง)6. อนิจเจ ทุกขสัญญา:กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร (สิ่งที่ไม่เที่ยงนั้นแหละคือ "ตัวทุกข์" เพราะต้องเสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัย)7. ทุกเข อนัตตสัญญา: การกำหนดหมายความความเป็นอนัตตาในความเป็นทุกข์ (เมื่อเห็นว่าเป็นทุกข์แล้ว ก็จะเห็นความจริงว่าสิ่งนั้น "ไม่ใช่ตัวตน" เพราะบังคับบัญชาไม่ได้)8. ปหานสัญญา: การกำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตก9. วิราคสัญญา: การกำหนดหมายความคลายกำหนัด พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 12/26/25 | เป้าหมายแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ [6852-6t] | หมวดข้อธรรม 9 ประการใน สีหนาทวรรค หมวดว่าด้วยการบันลือสีหนาทข้อที่ 11 สีหนาทสูตร ว่าด้วยการบันลือสีหนาท กล่าวถึงเรื่องราวของท่านพระสารีบุตรที่ได้บันลือสีหนาท (การประกาศอย่างองอาจ) ต่อหน้าพระพุทธเจ้า หลังจากถูกภิกษุรูปหนึ่งกล่าวหาว่า ท่านพระสารีบุตรกระทบกระทั่งตนแล้วเดินจากไปโดยไม่ขอขมา ท่านพระสารีบุตรได้แสดงความบริสุทธิ์ของจิตตนเอง โดยได้แสดงธรรมกายคตาสติเปรียบเทียบจิตของท่านกับสิ่งต่าง ๆ เพื่อแสดงว่าท่านไม่มีความถือตัวหรือพยาบาท ดังนี้1. ดุจแผ่นดิน: แผ่นดินย่อมรองรับทั้งของสะอาดและของโสโครก (อุจจาระ ปัสสาวะ) โดยไม่รู้สึกอึดอัดหรือระอา2. ดุจน้ำ: น้ำย่อมล้างทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่รังเกียจ3. ดุจไฟ: ไฟย่อมเผาทั้งของสะอาดและของสกปรกได้โดยไม่สะทกสะท้าน4. ดุจลม: ลมย่อมพัดผ่านทั้งของหอมและของเหม็นได้โดยไม่หวั่นไหว5. ดุจผ้าเช็ดธุลี: ผ้าที่ใช้เช็ดของสกปรกย่อมไม่รังเกียจสิ่งที่เช็ด6. ดุจเด็กจัณฑาล: เด็กจัณฑาลที่ถือกระเบื้องขอทาน ย่อมมีความอ่อนน้อม ไม่ถือตัวเมื่อเข้าไปในหมู่บ้าน7. ดุจวัวเขาขาด: วัวที่เขาขาด ย่อมมีความเสงี่ยมเจียมตัว ไม่คิดทำร้ายใคร8. ดุจการรังเกียจซากศพ: ท่านระอาและรังเกียจร่างกายของตนเอง เหมือนคนหนุ่มสาวที่รักความสะอาดแต่ต้องแบกซากศพงูหรือซากศพสุนัขไว้ที่คอ9. ดุจมันเหลว: ท่านบริหารร่างกายนี้เหมือนคนที่ต้องถือถาดมันเหลวที่มีช่องทะลุไหลเยิ้มอยู่เสมอ (เปรียบถึงกายที่เป็นของไม่งาม)เมื่อพระสารีบุตรบันลือสีหนาทจบลง ภิกษุผู้กล่าวหาเกิดความสลดใจและยอมรับผิดว่าตนกล่าวตู่พระสารีบุตรด้วยความเท็จ พระพุทธเจ้าจึงให้พระสารีบุตรอดโทษแก่ภิกษุรูปนั้นเพื่อความเจริญในพระธรรมวินัย ข้อที่ 12 สอุปาทิเสสสูตร ว่าด้วยสอุปาทิเสสบุคคล พระสูตรนี้จำแนกอริยบุคคลที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ (ยังมีกิเลสเหลือ หรือมีเชื้อแห่งภพเหลือ) ออกเป็น 9 จำพวก ซึ่งทั้งหมดนี้เมื่อตายไปจะ "พ้นจากนรก กำเนิดเดรัจฉาน และเปรตวิสัย" และเป็นผู้เที่ยงแท้ต่อการตรัสรู้ในอนาคต โดยได้แบ่งบุคคลผู้บรรลุธรรมขั้นต้นและขั้นกลางไว้ 9 จำพวก ดังนี้กลุ่มพระอนาคามี (5 จำพวก): ผู้ที่สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการสิ้นไปแล้ว แต่ยังมีกิเลสละเอียดเหลืออยู่1. อันตราปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสุทธาวาสภูมิ2. อุปหัจจปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานเมื่ออายุพ้นกึ่งหนึ่งไปแล้ว3. อสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก (บรรลุง่าย)4. สสังขารปรินิพพายี: ผู้ปรินิพพานโดยต้องใช้ความพยายาม (บรรลุด้วยความเพียรแรงกล้า)5. อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี: ผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่ภพอกนิฏฐะกลุ่มพระสกทาคามี (1 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว6. สกทาคามี: ผู้ทำราคะ โทสะ โมฆะ ให้เบาบาง กลับมาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียวแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์กลุ่มพระโสดาบัน (3 จำพวก): ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ 3 ประการได้แล้ว7. เอกพีชี: ผู้มีพืชคือภพเดียว (เกิดอีกครั้งเดียว)8. โกลังโกละ: ผู้ไปจากตระกูลสู่ตระกูล (เกิดอีก 2-3 ชาติ)9. สัตตักขัตตุปรมัง: ผู้เกิดอีกอย่างมากไม่เกิน 7 ชาติ ข้อที่ 13 โกฏฐิตสูตร ว่าด้วยพระมหาโกฏฐิตะ ท่านพระมหาโกฏฐิตะเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรเพื่อสอบถามปัญหาธรรมะ ท่านถามว่า “บุคคลประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อประโยชน์อะไร คือผลแห่งกรรมหรือไม่อย่างไร” ท่านพระสารีบุตรอธิบายว่า “พรหมจรรย์ที่ประพฤติในพระพุทธเจ้ามีเป้าหมายก็เพื่อทำให้แจ้งในอริยสัจสี่” พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สีหนาทวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 12/19/25 | ว่าด้วยศีล [6851-6t] | หมวดธรรม 4 ประการ ใน ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคลข้อที่ 131 สังโยชนสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ละสังโยชน์ได้ กล่าวถึงบุคคล 4 ประเภท ที่จำแนกตามความสามารถในการละสังโยชน์ 3 ลักษณะ ได้แก่1. สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ประการ ได้แก่ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ และพยาบาท2. สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยแห่งการเกิด (กิเลสที่ทำให้ต้องมีการอุบัติขึ้นในภพ)3. สังโยชน์ที่เป็นปัจจัยให้ได้ภพ (กิเลสที่ผูกติดอยู่กับภพ)นำมาจำแนกบุคคลออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่1. บุคคลผู้ที่ยังละทั้ง 3 ข้อไม่ได้: ปุถุชน, พระโสดาบัน, พระสกทาคามี2. บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 2 และ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ที่จะไปเกิดในอกนิฏฐภพ3. บุคคลผู้ที่ละข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 ได้ แต่ยังละ ข้อที่ 3 ไม่ได้: พระอนาคามีผู้ปรินิพพานในภพนั้น4. บุคคลผู้ที่ละได้หมด: พระอรหันต์ ข้อที่ 132 ปฏิภาณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ตอบได้ถูกต้อง กล่าวถึงบุคคล4 จำพวกในการตอบธรรมะ คือ 1. ตอบถูกแต่ช้า2. ตอบเร็วแต่ไม่ถูก3. ตอบถูกและเร็ว4. ตอบไม่ถูกและไม่เร็ว ข้อที่ 133 อุคฆฏิตัญญูสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้เข้าใจได้ฉับพลัน กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก ได้แก่1. อุคฆฏิตัญญู (ผู้เข้าใจได้ฉับพลัน): มีปัญญามาก เพียงแค่ยกหัวข้อธรรมก็เข้าใจได้ทันที.2. วิปจิตัญญู (ผู้อาจรู้ธรรมต่อเมื่ออธิบาย): มีปัญญารองลงมา ต้องฟังคำอธิบายขยายความจึงจะเข้าใจ.3. เนยยะ (ผู้พอจะแนะนำได้): ต้องพากเพียรเรียนรู้ เล่าเรียน จึงจะเข้าใจธรรมได้.4. ปทปรมะ (ผู้ที่รู้ได้เพียงตัวบทคือพยัญชนะ): บุคคลที่ฟังไว้มาก แสดงไว้มาก ทรงจำไว้มาก และพูดไว้มาก แต่ไม่บรรลุธรรมในชาตินี้ คือ ไม่สามารถที่จะบำเพ็ญฌาน วิปัสสนา มรรค หรือผลให้บังเกิดได้ ข้อที่ 134 อุฏฐานผลสูตร ว่าด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยมี 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวแปร ได้แก่ 1. ดำรงชีพด้วยผลแห่งความขยันหมั่นเพียร (ผลแห่งกรรมในปัจจุบัน) 2. ดำรงชีพด้วยผลแห่งกรรม (ผลแห่งกรรมในกาลก่อน) ข้อที่ 135 สาวัชชสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีแต่โทษ โดยการนำเอา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีโทษมาเป็นตัวแปรในบุคคล 4 จำพวก ได้แก่1. บุคคลผู้มีแต่โทษ: คนพาล2. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนมาก: กัลยาณปุถุชน3. บุคคลผู้มีโทษเป็นส่วนน้อย: โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี44. บุคคลผู้ไม่มีโทษ: อรหันต์ ข้อที่ 136 ปฐมสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๑ กล่าวถึงความบริบูรณ์ของศีล สมาธิ และปัญญาในบุคคล 4 จำพวก คือ1. ไม่บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: ปุถุชน2. บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญสมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: โสดาบัน สกทาคามี3. บำเพ็ญศีลและสมาธิให้บริบูรณ์ แต่ไม่บำเพ็ญปัญญาให้บริบูรณ์: อนาคามี4. บำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญาให้บริบูรณ์: อรหันต์ ข้อที่ 137 ทุติยสีลสูตร ว่าด้วยศีล สูตรที่ ๒ กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวก โดยการเคารพในศีล สมาธิ และปัญญามาเป็นตัวแปร ข้อที่ 138 นิกกัฏฐสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายและจิตออก การจำแนกบุคคล 4 จำพวกตามการ “ออก” จากกิเลส คือ1. กายออกแต่จิตยังไม่ออก (อยู่ป่า คืออาศัยเสนาสนะเงียบสงัด แต่ยังคิดเรื่องกาม พยาบาท เบียดเบียน)2. กายยังไม่ออกแต่จิตออก (ไม่อยู่ป่า แต่ไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)3. กายก็ไม่ออกจิตก็ไม่ออก (ไม่อยู่ป่า แต่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน)4. กายออกจิตออก (อยู่ป่า และไม่คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน) ข้อที่ 139 ธัมมกถิกสูตร ว่าด้วยธรรมกถึก ได้แบ่งธรรมกถึก (ผู้แสดงธรรม) ออกเป็น 4 ประเภทตามลักษณะการสอนและผู้ฟัง ดังนี้1. กล่าวธรรมน้อย และไม่ประกอบด้วยประโยชน์: ทั้งผู้สอนและผู้ฟังไม่ฉลาดในประโยชน์2. กล่าวธรรมน้อย แต่ประกอบด้วยประโยชน์: ผู้สอนกล่าวสิ่งที่มีสาระ และผู้ฟังเป็นผู้ฉลาด3. กล่าวธรรมมาก แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวมากแต่หาสาระไม่ได้ และผู้ฟังไม่ฉลาด4. กล่าวธรรมมาก และประกอบด้วยประโยชน์: กล่าวธรรมได้ละเอียดลึกซึ้งและมีสาระยิ่ง และผู้ฟังก็เป็นผู้ฉลาด ข้อที่ 140 วาทีสูตร ว่าด้วยนักพูด กล่าวถึงนักพูด 4 จำพวก โดยการนำเอาความจนหรือไม่จนใน อรรถ (เนื้อหา/ความหมาย) และ พยัญชนะ (รูปแบบ/ถ้อยคำ) เป็นตัวแปรมาจับคู่กัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่ว่านักพูดผู้ประกอบด้วยปฏิสัมภิทา 4 ประการจะพึงจนทั้งด้านอรรถหรือด้านพยัญชนะ พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุคคลวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 12/12/25 | บุคคล 9 จำพวก [6850-6t] | หมวดข้อธรรม 9 ประการใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิข้อที่ 6 เสวนาสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ควรเสพและไม่ควรเสพ แสดงโดยท่านพระสารีบุตร สอนหลักการพิจารณาสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่น บุคคล (มี 4 ประเภท), จีวร, บิณฑบาต, เสนาสนะ, หมู่บ้าน, ชนบท มีทั้งส่วนที่ "ควรเสพ" เพื่อให้กุศลธรรมเจริญและอกุศลเสื่อม และส่วนที่ "ไม่ควรเสพ" เพื่อป้องกันอกุศลเพิ่มพูน โดยเน้นให้ใช้ปัญญาพิจารณาตามเหตุปัจจัยว่าสิ่งใดส่งเสริมความดี หรือส่งเสริมความชั่วแก่ตน*สอนให้ใช้ปัญญาใคร่ครวญเลือกเสพสิ่งที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาตนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม และละเว้นสิ่งที่เป็นโทษต่อการพัฒนาตนนั้นเอง ข้อที่ 7 สุตวาสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสุตวา กล่าวถึงเรื่องราวของปริพาชก (นักบวช) ชื่อ สุตวา ที่เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ เพื่อสนทนาปราศรัย และได้ทูลถามเรื่องสำคัญเกี่ยวกับฐานะ 9 ประการที่พระอรหันต์นั้นไม่อาจล่วงละเมิด ได้แก่ไม่อาจจงใจปลงชีวิตสัตว์ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ไม่เสพเมถุนธรรมไม่พูดเท็จไม่สะสมบริโภคกามไม่ลำเอียงเพราะชอบไม่ลำเอียงเพราะชังไม่ลำเอียงเพราะหลงไม่ลำเอียงเพราะกลัว ข้อที่ 8 สัชฌสูตร ว่าด้วยปริพาชกชื่อสัชฌะ ปรารภปริพาชกชื่อ สัชฌะ มีเนื้อหาคล้าย สุตวาสูตร มีข้อธรรมที่ 1-5 เหมือนกัน แต่แตกต่างกันในข้อที่ 6-9 ได้แก่ ไม่อาจบอกคืน (ไม่ปฏิเสธว่าไม่มี) พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไม่อาจบอกคืนสิกขา ข้อที่ 9 ปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคล 9 จำพวก กล่าวถึงบุคคล 9 จำพวกที่มีปรากฎอยู่บนโลก ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก (ขั้นมรรคและผล) และ ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป ข้อที่ 10 อาหุเนยยสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย กล่าวถึง บุคคลผู้ควรแก่ของที่เขานำมาถวาย ฯลฯ ได้แก่ อริยบุคคล 8 จำพวก และ โคตรภูบุคคล (บุคคลที่อยู่ตรงหัวต่อระหว่างความเป็นปุถุชนกับความเป็นอริยบุคคล ซึ่งเป็นช่วงที่จิตกำลังจะก้าวข้ามปุถุชนเข้าสู่โสดาปัตติมรรค) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 12/5/25 | เหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน [6849-6t] | หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน ภยวรรค หมวดว่าด้วยภัยข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย กล่าวถึงภัย 4 ประการ ได้แก่อัตตานุวาทภัย (ภัยที่เกิดจากการติเตียนตนเอง)ปรานุวาทภัย (ภัยที่เกิดจากการที่ผู้อื่นติเตียน)ทัณฑภัย (ภัยที่เกิดจากการลงโทษ)ทุคติภัย (ภัยที่เกิดจากอบายทั้ง 4)*ความกลัวต่อภัยทั้ง 4 ประการนี้ จะทำให้บุคคลนั้นมีสติยับยั้งชั่งใจในการดำเนินชีวิตตามกรอบของศีลธรรมอันดีได้ ข้อที่ 122 อูมิภยสูตร ว่าด้วยภัยจากคลื่น กล่าวถึงภัย 4 ประการ ที่กุลบุตรผู้มีความศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยนี้พึงประสบ โดยทรงเปรียบเทียบกับภัยที่คนลงไปในน้ำจะต้องพบเจอ ได้แก่อูมิภัย (ภัยจากคลื่น): เปรียบเสมือนความไม่อดทนต่อคำสั่งสอนหรือคำตักเตือนพร่ำสอนของเพื่อนภิกษุด้วยกันกุมภีลภัย (ภัยจากจระเข้): เปรียบเสมือนการเห็นแก่ปากแก่ท้องอาวัฏฏภัย (ภัยจากน้ำวน): เปรียบเสมือนความยินดีพอใจในกามคุณทั้ง 5 (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส) ซึ่งเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้จมอยู่ในวัฏสงสารสุสุกาภัย (ภัยจากปลาร้าย): เปรียบเสมือนการประพฤติตนไม่เหมาะสม ไปคบหากับมาตุคาม (ผู้หญิง) หรือบุคคลที่เป็นภัยต่อพรหมจรรย์ ข้อที่ 123 ปฐมนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน สูตรที่ ๑ กล่าวถึงความแตกต่างของบุคคล 4 จำพวก โดยจำแนกตามระดับการเข้าถึงฌานและผลที่จะได้รับหลังมรณภาพ ดังนี้บุคคลบางคน บรรลุปฐมฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงเทวดาชั้นพรหมบุคคลบางคน บรรลุทุติยฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นพวกเทวดาชั้นอาภัสราภูมิบุคคลบางคน บรรลุตติยฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นสุภกิณหาภูมิบุคคลบางคน บรรลุจตุตถฌาน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นเทวดาชั้นเวหัปผลาภูมิ ข้อที่ 124 ทุติยนานากรณสูตร ว่าด้วยเหตุที่ทำให้บุคคลต่างกัน สูตรที่ ๒ กล่าวถึงบุคคล 4 จำพวกเหมือนปฐมนานากรณสูตรแต่เน้นมาที่การเป็นอริยบุคคลขั้นอนาคามี โดยเพิ่มการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของขันธ์ห้าในฌานขั้นนั้นๆ เข้าไปด้วย ข้อที่ 127 -128 ปฐม - ทุติยตถาคตอัจฉริยสูตร ว่าด้วยเหตุอัศจรรย์ของพระตถาคต สูตรที่ ๑ และ ๒ กล่าวถึงเหตุอัศจรรย์ 4 ประการที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่เกิดขึ้นพร้อมกับการอุบัติขึ้นของพระตถาคต และเมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม ข้อที่ 129 อานันทอัจฉริยสูตร ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระอานนท์ แสดงถึงอัศจรรย์ 4 ประการของท่านพระอานนท์ ซึ่งเป็นเหตุให้พุทธบริษัท 4 รัก และอยากฟังธรรม ข้อที่ 130 จักกวัตติอัจฉริยสูตร ว่าด้วยความเป็นอัจฉริยะของพระเจ้าจักรพรรดิ กล่าวถึงความน่าอัศจรรย์ 4 ประการ คือ เมื่อขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คหบดีบริษัท สมณบริษัทได้เข้าเฝ้า ได้ปฏิสันถารกับพระเจ้าจักรพรรดิ ถ้าแม้พระเจ้าจักรพรรดิทรงนิ่งก็ยังอิ่มใจพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 11/28/25 | พระนันทกะแสดงธรรม [6848-6t] | หมวดธรรม 9 ประการใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิข้อที่ 4 นันทกสูตร ว่าด้วยพระนันทกะแสดงธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับท่านพระนันทกะ หลังจากที่พระนันทกะได้แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายเสร็จสิ้น โดยพระองค์ประทับยืนคอยฟังอยู่จนจบกถา ในเนื้อหาได้กล่าวถึงธรรมที่ควรบำเพ็ญให้บริบูรณ์ทั้ง 4 ประการ (ซึ่งเปรียบเหมือนกับสัตว์สี่เท้าที่ขาข้างใดบกพร่องพิการ ย่อมไม่บริบูรณ์) ได้แก่ศรัทธาศีลเจโตสมาธิภายในความเห็นแจ้งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งและอานิสงส์ของการฟังธรรมและสนทนาธรรมตามกาล 5 ประการ ได้แก่ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่ยกย่องของพระศาสดาโดยวิธีนั้นๆ (วิธีแสดงธรรม)ย่อมเป็นผู้รู้อรรถและรู้ธรรมในธรรมนั้นโดยวิธีนั้นๆย่อมเห็นแจ้งบทที่ลึกซึ้งในธรรมนั้นด้วยปัญญาเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายย่อมยกย่องเธออย่างยิ่งว่า ‘ท่านผู้นี้ได้บรรลุแล้ว หรือกำลังบรรลุแน่แท้’ผู้ที่กำลังบรรลุ - ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง โดยวิธีนั้น ๆผู้ที่บรรลุแล้ว - อยู่เป็นสุข ข้อที่ 5 พลสูตร ว่าด้วยพละ “พละ” (กำลัง หรือพลัง) ซึ่งเป็นคุณธรรมที่ช่วยให้ดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรมไปจนถึงความหลุดพ้น ได้กล่าวถึง พละ 4 ประการ ได้แก่ปัญญาพละ (กำลังคือปัญญา) - ความรอบรู้ แยกแยะกุศลหรืออกุศได้วิริยพละ (กำลังคือความเพียร) - ทำในสิ่งที่ควรทำ เว้นในสิ่งที่ควรเว้นอนวัชชพละ (กำลังคือกรรมที่ไม่มีโทษ) - ความสุจริตทางกาย วาจา ใจสังคหพละ (กำลังคือการสงเคราะห์) - การช่วยเหลือผู้อื่นผู้ประกอบด้วยพละ 4 ประการนี้ ย่อมข้ามพ้นภัย 5 ประการนี้ได้อาชีวิกภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ)อสิโลกภัย (ภัยคือความเสื่อมเสียชื่อเสียง)ปริสสารัชชภัย (ภัยคือความครั่นคร้ามในบริษัท)มรณภัย (ภัยคือความตาย)ทุคคติภัย (ภัยคือทุคติ) พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 11/21/25 | ความไม่ประมาท [6847-6t] | หมวดข้อธรรม 4 ประการ ใน เกสิวรรค หมวดว่าด้วยเกสีสารถีผู้ฝึกม้าข้อที่ 115 ฐานสูตรว่าด้วยฐานะแห่งความเสื่อมและความเจริญ คือ หลักธรรมที่สอนให้พิจารณาการกระทำของตนเอง โดยจำแนกเป็น 4 ฐานะ ดังนี้1. กระทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจและเป็นไปเพื่อความฉิบหาย2. กระทำสิ่งที่ไม่น่าพอใจแต่เป็นไปเพื่อประโยชน์3. กระทำสิ่งที่น่าพอใจแต่เป็นไปเพื่อความฉิบหาย4. กระทำสิ่งที่น่าพอใจและเป็นไปเพื่อประโยชน์*การปฏิบัติธรรมตามหลักนี้จะช่วยให้ละเว้นความเสื่อมและส่งเสริมความเจริญ บัณฑิตจะทราบว่าควรทำหรือไม่ควรทำ โดยดูที่ประโยชน์หรือโทษเป็นเกณท์ ข้อที่ 116_อัปปมาทสูตร ว่าด้วยความไม่ประมาท เมื่อมีการตั้งตนไว้ในความไม่ประมาทในธรรม 4 ประการนี้แล้ว ย่อมไม่กลัวต่อความตายที่จะมาถึง ได้แก่ การละกาย-วาจา-ใจทุจริตและมิจฉาทิฏฐิ แล้วมาเจริญกาย-วาจา-ใจสุจริตและสัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 117 อารักขสูตร ว่าด้วยสติเครื่องรักษา เมื่อมีธรรมนี้แล้วจะไม่เป็นผู้หวั่นไหวสะดุ้งสะเทือนไปตามมงคลตื่นข่าว กล่าวคือ การไม่กำหนัด ไม่ขัดเคือง ไม่หลง ไม่มัวเมาในธรรมที่เป็นเหตุนั้น ๆ เป็นการเบรคจิตด้วยสติ ข้อที่ 118 สังเวชนียสูตร ว่าด้วยสังเวชนียสถาน กล่าวถึงสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า สังเวชนียสถานเหล่านี้มีความหมายว่า "สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช" และเป็นแหล่งที่ทำให้เกิดความระลึกถึงพระพุทธเจ้า ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการทำความดีและความเพียรในการปฏิบัติตามมรรคแปด ข้อที่ 119 ปฐมภยสูตร ว่าด้วยภัยภายใน สูตรที่ ๑ กล่าวถึงภัยที่เกิดจาก การเกิด (การที่ต้องเกิดใหม่) ความแก่ชรา ความเจ็บ และ ความตาย ซึ่งเป็นภัยที่ช่วยกันไม่ได้*การตระหนักถึงภัยทั้ง 4 นี้ทำให้เข้าใจถึงความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากสังขารที่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ข้อที่ 120 ทุติยภยสูตร ว่าด้วยภัยภายนอก สูตรที่ ๒ ภัยจากภายนอกที่อาจเกิดขึ้นได้ 4 ประการ ได้แก่ 1. อัคคีภัย (ภัยจากไฟ) 2. อุทกภัย (ภัยจากน้ำ) 3. ราชภัย (ภัยจากพระราชา) และ 4. โจรภัย (ภัยจากโจร)*ภัยจากภายนอกนี้ เป็นภัยที่ยังพอจะช่วยกันได้ ขึ้น ภยวรรค หมวดว่าด้วยภัยข้อที่ 121 อัตตานุวาทสูตร ว่าด้วยอัตตานุวาทภัย พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายถึงภัย 4 ประการ ได้แก่1. อัตตานุวาทภัย: ภัยคือการติเตียนตนเอง2. ปรานุวาทภัย: ภัยคือการที่ผู้อื่นติเตียน3. ทัณฑภัย: ภัยคืออาชญา (การถูกลงโทษทางโลก เช่น ถูกปรับ ถูกจำคุก)4. ทุคติภัย: ภัยคือทุคติ (การไปเกิดในภพภูมิที่ไม่ดีหลังความตาย)*สอนให้มีความละอายแก่ใจและเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) จนสามารถควบคุมตนเองไม่ให้กระทำความชั่วได้ แม้ว่าจะไม่มีใครเห็นหรือไม่มีใครมาลงโทษในทันทีก็ตาม พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต เกสิวรรค ภยวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
| 11/14/25 | ธรรมแห่งการตรัสรู้ชอบ [6846-6t] | หมวดธรรม 9 ประการ เริ่มพระสูตรแรกใน สัมโพธิวรรค หมวดว่าด้วยสัมโพธิข้อที่ 1 สัมโพธิสูตร ว่าด้วยสัมโพธิ (การตรัสรู้ชอบ) กล่าวถึง เหตุที่ทำให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งการตรัสรู้เจริญขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า หากปริพาชก (นักบวชนอกศาสนา) ถามว่า อะไรเป็นเหตุให้ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้เจริญ ? ภิกษุทั้งหลายพึงตอบว่า เหตุนั้นคือ1. การมีมิตรดี2. การเป็นผู้มีศีล3. การได้ตามความปรารถนาซึ่งกถา (ธรรม) อันเป็นเครื่องขัดเกลากิเลส เป็นที่สบายในการเปิดจิต ได้แก่ อัปปิจฉกถา (ความมักน้อย) สันตุฏฐิกถา (ความสันโดษ) ปวิเวกกถา (ความสงัด) อสังสัคคกถา (ความไม่คลุกคลี) วิริยารัมภกถา (การปรารภความเพียร) สีลกถา(ศีล) สมาธิกถา(สมาธิ) ปัญญากถา(ปัญญา) วิมุตติกถา(วิมุตติ) วิมุตติญาณทัสสนกถา(ความรู้ความเห็นในวิมุตติ)4. การปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม มีความมั่นคง ไม่ท้อถอย5. การเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับ (เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) อันเป็นอริยะ ชำแรกกิเลสให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบเมื่อภิกษุตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว พึงเจริญธรรม 4 ประการให้ยิ่งขึ้นไปอีก ได้แก่1. เจริญอสุภะ (ความไม่งามของกาย) เพื่อละราคะ2. เจริญเมตตา เพื่อละความพยาบาท3. เจริญอานาปานสติ (สติกำหนดลมหายใจเข้าออก) เพื่อตัดวิตก (ความคิดฟุ้งซ่าน)4. เจริญอนิจจสัญญา (ความหมายรู้ในความไม่เที่ยง) เพื่อถอนอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา)*ผู้ที่เจริญอนิจจสัญญาได้แล้ว อนัตตสัญญาก็จะปรากฏ (เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน) และจะบรรลุนิพพานในปัจจุบันข้อที่ 2 นิสสยสูตร ว่าด้วยนิสสัย กล่าวถึง ลักษณะของภิกษุที่เรียกว่า "ผู้ถึงพร้อมด้วยนิสสัย" (ที่พึ่งอาศัย) โดยมีใจความสำคัญดังนี้• ภิกษุจะชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยที่อาศัยได้ เมื่อเธออาศัยธรรม 5 ประการต่อไปนี้ แล้วสามารถละอกุศลธรรม (ความชั่ว) และเจริญกุศลธรรม (ความดี) ได้1. อาศัยศรัทธา (พระรัตนตรัย)2. อาศัยหิริ (ความละอายแก่ใจ)3. อาศัยโอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อบาป)4. อาศัยวิริยะ (ความเพียร)5. อาศัยปัญญา (ปัญญาอันเป็นอริยะ)• ภิกษุนั้นเมื่อดำรงอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว ควรอาศัยธรรมอีก 4 ประการในการปฏิบัติ1. พิจารณาแล้วเสพ: พิจารณาไตร่ตรองก่อนที่จะบริโภคหรือใช้สอยปัจจัย 42. พิจารณาแล้วอดกลั้น: อดทนต่อสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เช่น ความหนาว ความร้อน3. พิจารณาแล้วเว้น: เว้นจากสิ่งที่เป็นโทษหรืออกุศล4. พิจารณาแล้วบรรเทา: กำจัดหรือบรรเทาอกุศลวิตกหรือบาปธรรมที่เกิดขึ้นในใจ*เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีที่พึ่งทางใจและแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้อง (พึ่งตน พึ่งธรรม) โดยการอาศัยหลักธรรมสำคัญ เช่น ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ และปัญญา เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตและปฏิบัติธรรม เพื่อขจัดกิเลสและบรรลุความดีงามในที่สุดข้อที่ 3 เมฆิยสูตร ว่าด้วยพระเมฆิยะ กล่าวถึง พระเมฆิยะ และธรรมสำหรับแก้อกุศลวิตก 3 ประการ (กามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก) โดยพระเมฆิยะได้เข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้าเมื่อถูกอกุศลวิตกครอบงำ และพระพุทธเจ้าก็ได้แสดงธรรม 5 ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติ (ความหลุดพ้นแห่งจิต) ได้แก่1. มีมิตรดี2. มีศีล3. ได้ตามความปรารถนาซึ่งกถา4. มีความเพียรเพื่อละอกุศลและเจริญกุศล5. มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณาเห็นความเกิดและความดับเมื่อภิกษุตั้งอยู่ในธรรม 5 ประการนี้แล้ว ก็พึงเจริญธรรมอีก 4 ประการเพิ่มเติมให้ยิ่งขึ้นไป คือ1. เจริญอสุภสัญญา เพื่อละราคะ2. เจริญเมตตา เพื่อละพยาบาท3. เจริญอานาปานสติ เพื่อตัดอกุศลวิตก4. เจริญอนิจจสัญญา เพื่อเพิกถอนอัสมิมานะ*เน้นความสำคัญของการมีกัลยาณมิตร การตั้งมั่นในศีล ความเพียร และการใช้ปัญญาพิจารณาธรรม โดยเฉพาะการเจริญสติและกรรมฐานเพื่อกำจัดอกุศลวิตกและกิเลสพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต สัมโพธิวรรค Hosted on Acast. See acast.com/privacy for more information. | — | ||||||
Showing 25 of 380
Sponsor Intelligence
Sign in to see which brands sponsor this podcast, their ad offers, and promo codes.
Chart Positions
2 placements across 2 markets.
Chart Positions
2 placements across 2 markets.
